กินผักล้างพิษ กินเพื่อสุขภาพ

เมื่อการดำเนินชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมเมืองในปัจจุบัน เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญกับปัญหามลพิษ ฝุ่นควัน แสงแดด และการบริโภคอาหารที่อาจปลอมปนไปด้วยสารพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะสารก่ออนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำลายสุขภาพไปเสียมิได้ ทว่า หากปล่อยให้ร่างกายได้รับสารพิษและมีการสะสมอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็ย่อมจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ในอนาคต

ดังกล่าวนี้ จึงทำให้กระแสการล้างพิษ เริ่มเข้ามามีบทบาทและได้รับความนิยมในหมู่ของคนรักสุขภาพมากขึ้น เพราะเป็นการช่วยให้ร่างกายสามารถกำจัดสารพิษออกไปได้อย่างรวดเร็ว จึงส่งผลดีต่อสุขภาพในที่สุด

การล้างพิษ หรือดีท็อกซ์ (Detox) สามารถทำได้หลายวิธี แต่ที่สะดวกและง่ายที่สุดก็คือ “การกิน” โดยอาศัยหลักการรับสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหารเพื่อเข้าไปดักจับ กำจัด และขับสารพิษที่สะสมอยู่ออกไปจากร่างกายนั่นเอง

ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ก็ย่อมจะทำให้กระบวนการดังกล่าวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผักพื้นบ้านของไทยซึ่งเป็นผักใกล้ตัวที่สามารถหาซื้อได้ง่าย และมีราคาไม่แพงนั้น มีหลายชนิดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง จึงสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกในการกินเพื่อล้างพิษให้กับร่างกาย ดังนี้

  1. ตำลึง

ผักใกล้ตัวชนิดติดริมรั้ว แต่อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ซึ่งเป็นไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrient) ชนิดหนึ่งที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง การรับประทานโดยนำมาลวกหรือต้มเป็นแกงจืด จะช่วยในการผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยบำรุงผิว รวมทั้งช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้ด้วย

2. ผักตระกูลกะหล่ำ
กระหล่ำ

ทั้งกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และบรอกโคลี ล้วนอุดมไปด้วยสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ซึ่งเป็นไฟโตนิวเทรียนท์อีกชนิดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ตับสามารถผลิตเอนไซม์ให้เพียงพอต่อการกำจัดของเสีย โดยเฉพาะสารพิษจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ควันบุหรี่ ควันไฟ และควันจากท่อไอเสียได้ดี นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยให้ตับขับฮอร์โมนความเครียดออกไปจากร่างกายได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีส่วนช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รวมทั้งช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ ในกระเพราะอาหารได้ดีอีกด้วย

3. มะเขือพวง

เป็นผักที่อุดมไปด้วยเพกติน (Pectin) สูงจึงช่วยในการซึมไขมันในอาหาร รวมทั้งช่วยดักจับไขมันอิ่มตัวที่เป็นอันตราย และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีสารโซลาโซดีน (Solasodine) และวิตามินซีสูง ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งช่วยกำจัดของเสียออกไปจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น จึงช่วยลดการสะสมของเสียในร่างกายได้อีกทางหนึ่ง

4. ขึ้นฉ่าย หรือขึ้นช่าย

ผักกลิ่นหอมที่นิยมนำมาดับกลิ่นคาวของอาหาร และมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดเลือดรวมทั้งช่วยทำให้อวัยวะภายในร่างกายสะอาดขึ้น เพราะมีประสิทธิภาพในการขับสารพิษประเภทควันบุหรี่ทั้งในคนที่สูบและผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองออกจากร่างกายได้ดี ทั้งยังมีสารอะปิอิน (Apiin) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดและควบคุมความดันโลหิตให้คงที่ ช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมทั้งมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของกรดและด่างในกระแสเลือดด้วย

5. กระเจี๊ยบแดง

มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ จึงมีคุณสมบัติช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ดี ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านการเกิดพิษในตับ รวมทั้งช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายจากสารพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย และอะฟลาท็อกซินหรือเชื้อราที่มักปลอมปนอยู่ในอาหารได้ด้วย ที่สำคัญคือ ในกระเจี๊ยบแดงยังอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ จึงมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งช่วยชะลอการลุกลามของมะเร็งบางชนิดได้ดี

แม้ร่างกายจะมีกลไกการกำจัดสารพิษได้เองตามธรรมชาติ แต่ด้วยเพราะการดำเนินชีวิตที่ทำให้ต้องได้รับสารพิษและสะสมเพิ่มพูนจนเป็นสาเหตุทำให้กระบวนการกำจัดสารพิษของร่างกายต้องทำงานหนัก และด้อยประสิทธิภาพลง

ดังนั้น การล้างพิษด้วยวิธีง่าย ๆ ด้วย “การกิน” นอกจากจะช่วยไม่ให้มีสารพิษตกค้างจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลต่อการมีชีวิตที่สดใส รวมทั้งมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ด้วย

ดื่มหนักไปหรือเปล่า พฤติกรรมติดแอลกอฮอล์ควรเลิก

แอลกอฮอล์ป็นเครื่องดื่มที่ส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่างโดยเฉพาะอวัยวะภายในอย่างเช่นตับ ที่ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์โดยตรง ก่อให้เกิดโรคร้ายที่ตับและเป็นอันตรายถึงชีวิต วันนี้เราก็มีข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากตับ ซึ่งเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มาฝากเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ทุกชนิด คือสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคตับ ไม่ว่าจะเป็นโรคตับแข็ง ตับวาย รวมถึงมะเร็งตับ ทุกการดื่มแอลกอฮอล์จะไปทำร้ายเซลล์ของตับ โดยกระตุ้นให้มีไขมันสะสมในตับ จากนั้นตับจะเกิดการอักเสบ ในกลุ่มคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะเกิดการสะสมของพังผืดในตับ ซึ่งเป็นเหมือนแผลเป็นและมีลักษณะแข็ง หากเกิดขึ้นในระยะยาวจะทำให้ตับแข็ง ส่งผลให้การทำงานของตับลดลง ตับวาย และนำไปสู่มะเร็งตับได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาโรคตับอยู่แล้ว เช่น ผู้ที่มีพาหะไวรัสตับอีกเสบบีหรือซี ที่มีความเสี่ยงต่อการแข็งของตับจากไวรัสอยู่แล้ว หากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้มากขึ้นอีก

โดยปกติแล้วตับเป็นอวัยวะที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากมีการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ จะทำให้เกิดผลเสียต่อตับในระยะยาว เกิดการสะสมของพังผืดและทำให้ตับแข็ง แต่ถ้าหากมีการเว้นระยะหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์ ตับก็จะฟื้นฟูตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ในผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถป่วยเป็นโรคตับได้เช่นกัน ที่อาจเกิดร่วมกับภาวะน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง หรือเบาหวาน ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะส่งผลเสียต่อตับแล้ว ยังส่งผลเสียต่ออวัยวะอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่นสมอง ตับอ่อน ลำไส้ และกระตุ้นให้แผลหายช้าลง ทั้งยังมีคุณสมบัติเร่งการทำลายยาพาราเซตามอล ก่อให้เกิดสารพิษต่อร่างกาย ในผู้ป่วยโรคตับหากดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป เมื่อทานยาแก้ปวดในปริมาณปกติ จะทำให้เกิดตับอักเสบอย่างรุนแรงกับผู้ป่วย