สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ลดน้ำหนัก ด้วย 5 เทรนด์ลดน้ำหนักแห่งปี

ลดน้ำหนักคงเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ คน ไม่ว่าจะเทรนด์ลดน้ำหนักแบบไหน ก็ยากอยู่ดี วันนี้เราได้รวบรวมเทรนด์ลดน้ำหนักที่วัยหนุ่มสาวนิยม และทำกันได้ผลจริงๆ มาแนะนำกัน
5 เทรนด์ลดน้ำหนักรวบรวมมาเพราะเห็นผลจริง

1. น้ำสมุนไพร
อาหารธรรมชาติที่ทุกคนนิยมทานกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคงหนีไม่พ้น น้ำสมุนไพร เพราะดื่มง่ายและดีต่อสุขภาพ แถมยังมีรสชาติที่ดี เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แถมช่วยดีท็อกซ์สารพิษในร่างกายอีกด้วย เทรนด์ลดน้ำหนักโดยทานอาหารจากธรรมชาติมาจากน้ำสมุนไพรหลากหลายสูตรที่แต่ละร้านบรรจงคัดเลือกส่วนผสมมาอย่างดีเพื่อให้ได้รสชาติที่… ดีที่สุด (เท่าที่จะทำได้) หลังจากนั้นก็เริ่มมีเทรนด์การทำน้ำสมุนไพรดื่มเองที่บ้าน โดยการใส่สารพัดผักและผลไม้ต่าง ๆ ที่ดีต่อร่างกายดื่มเองทุกเช้า มีสูตรไหนที่เคยลองปั่นดื่มเองกันบ้างไหมคะ

2. T25
มีช่วงเวลาหนึ่งที่จู่ๆ T25 ก็เป็นกระแสไวรัล ถึงขนาดมีการแต่งเพลงขึ้นมาและใช้ท่าออกกำลังกายเป็นมิวสิค การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักมีหลากหลายรูปแบบ แต่การออกกำลังกายที่นับว่าเป็นทางลัด (เล็ก ๆ) สำหรับคนที่มีเวลาไม่มาก หรืออยากได้ผลลัพธ์โดยใช้เวลาไม่นาน T25 คือคำตอบ เพราะเจ้า T25 นี้มีรูปแบบการออกที่ค่อนข้างโหดและต้องออกต่อเนื่องถึง 25 นาทีติดต่อกันโดยไม่มีพัก หลายคนอาจจะเหนื่อยจากออกกำลังกายติดต่อกันเป็นระยะเวลานานแบบนี้ แต่เมื่อทำแล้วเห็นผลเร็ว จึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนใคร ๆ ก็เต้น T25 กันจนเป็นเรื่องธรรมดา คลิปวิดีโอต่าง ๆ มีคำว่า T25 เต็มไปหมด

3. กินคลีน
เพราะอาหารคือคำตอบของความอ้วน เลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ไม่อ้วนง่าย เมื่อการออกกำลังกายหนัก ๆ เริ่มไม่ใช่คำตอบของคนสายขี้เกียจ การปรับรูปแบบการรับประทานอาหารจึงเริ่มเป็นกระแสมากขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญเคยแนะนำไว้ว่า ความอ้วนล้วนแล้วแต่เกิดจากการทาน หากเราทานอาหารที่ไม่เสี่ยงอ้วน ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้สุขภาพดีขึ้น ก็สามารถคงรูปร่างที่ดีและสุขภาพที่ดีไว้ได้แล้ว ดังนั้น กระแสการกินคลีนเริ่มเป็นที่พูดถึงเนื่องด้วยช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนัก และสุขภาพในด้านอื่น ๆ โดยรวม เพราะการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ปรุงแต่งรสชาติมากจนเกินไป ช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ได้มาก เช่น โรคไต เบาหวาน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ฯลฯ

4. IF (Intermittent Fasting)
IF หรือ Intermittent Fasting คือวิธีการลดน้ำหนักโดยการควบคุมแคลอรีและจำกัดเวลาในการทานอาหาร ไหนเราก็ออกกำลังกายไม่ไหว และอดที่จะกินบางอย่างไม่ได้ เราก็เลิกที่จะอด แบบอดอย่างถูกหลักไปเลย ซึ่ง IF นั้นมีหลากหลายวิธีในการปฏิบัติ แต่วิธีที่ได้รับความนิยมก็คือจำกัดเวลาทานอาหาร 8 ชั่วโมง และอดอาหาร 16 ชั่วโมง การทำ IF ให้ได้ผล ต้องไม่อดอาหารมากเกินไป หรือทานมากเกินไป และต้องงดขนมหวานอย่างเด็ดขาด ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

5. คีโตเจนิค
คีโตเจนิค ไดเอต (Ketogenic Diet) คือการกินที่เน้นไขมันสูง รองมาด้วยโปรตีน โดยลดคาร์โบไฮเดรตให้เหลือในปริมาณที่น้อยมากๆ เพื่อให้ร่างกายนำไขมันสะสมมาเผาผลาญเป็นพลังงาน โดยสัดส่วนของประเภทอาหารคือ ไขมันที่ดี 70% โปรตีนทุกประเภท 25% และคาร์โบไฮเดรต 5% ของปริมาณแคลอรี่ต่อวัน อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักโดยวิธีคีโตไดเอต (Keto Diet) หรือแบบอื่นเช่น แอตกินส์ ไดเอต (Atkins Diet) ปาลิโอ ไดเอต (Paleo Diet) ไม่ได้เป็นทางออกสำหรับทุกคน ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเสมอ

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

สังเกตง่ายๆ ปวดท้องแบบไหนเป็นไส้ติ่ง

“เอ๊ะ อาการปวดท้องมากขนาดนี้ จะเป็นไส้ติ่งหรือเปล่า?” คุณคงน่าจะเคยได้ยินคำถามแบบนี้กันมาบ้าง โดยที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเราเอง หรือคนที่อยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน พี่ น้อง พ่อหรือแม่ โดยที่อาการปวดท้องมากๆ เหล่านี้มักเกิดขึ้นบ่อยๆ  แล้วก็อดที่จะสงสัยไม่ได้จริงๆ แต่ทั้งนี้อาการปวดท้องนั้นแท้จริงแล้วเป็นอาการเบื้องต้นของโรคหลายๆ โรค แล้วที้นี้อาการแบบไหนถึงแสดงว่าเป็นอาการปวดท้องของไส้ติ่งกันนะ

ไส้ติ่ง มีหน้าที่อะไร?
ไส้ติ่ง ทำหน้าที่เป็นส่วนที่เก็บสะสมพวกแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร ที่สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเราไว้ ซึ่งหลายๆ คนที่เคยได้ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เช่น ผ่าคลอด อาจจะรบกวนหมอให้ตัดไส้ติ่งออกไปด้วยเลยทีเดียว เพื่อป้องกันการเกิดไส้ติ่งอักเสบในอนาคต เพราะมักคิดว่าไส้ติ่งเป็นอวัยวะที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม เราควรใส่ใจและให้ความสนใจไส้ติ่งไว้ เพราะว่าไส้ติ่งนั้นเป็นอวัยวะที่เสี่ยงจะเกิดการอักเสบได้ง่าย เนื่องจากไส้ติ่งนั้นมีบริเวณที่เศษอุจจาระขนาดเล็กๆ สามารถเข้าไปอุดตันจนเกิดการอักเสบได้ และอาจติดเชื้อ มีการบวม ติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดของต่อมน้ำเหลืองให้โตทั่วร่างกาย และอาจอันตรายไปถึงก้อนเนื้อมะเร็งได้

ปวดท้องไส้ติ่งอักเสบ มีอาการอย่างไร?
นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผอ.รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อาการของไส้ติ่งอักเสบจะมีอาการปวดที่แตกต่างจากการอาการปวดท้องของโรคอื่นๆ ดังนี้

  • ปวดท้องอย่างเฉียบพลันบริเวณรอบสะดือ ต่อมาย้ายไปปวดที่ท้องด้านล่างขวา
  • ปวดมากขึ้นขณะเคลื่อนไหวขยับตัว ไอจาม
  • มีอาการคลื่นไส้อาเจียนเบื่ออาหาร
  • อาจมีท้องเสียท้องอืด
  • อาจมีไข้
  • อาจมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากการอักเสบของไส้ติ่งไปกระตุ้นท่อไตซึ่งอยู่ใกล้กัน

ดังนั้น ผู้ป่วยที่เสี่ยงโรคไส้ติ่งอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะจะได้ทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งหากรักษาช้าจนเข้าสู่ระยะรุนแรงไส้ติ่งอาจแตกได้ภายใน 48-72 ชั่วโมง ทั้งนี้อาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน สำหรับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน อาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. การผ่าตัดแบบส่องกล้อง ในระยะที่ไม่รุนแรง เป็นการผ่าตัดเล็ก สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เร็ว
  2. การผ่าตัดแบบเปิดในกรณีระยะรุนแรงถึงขั้นไส้ติ่งแตก ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบมาตรฐานเพราะนอกจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้วยังต้องทำความสะอาดภายในช่องท้องด้วย

วิธีลดความเสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบ
เราสามารถลดความเสี่ยง โดยป้องกันไม่ให้มีอาการท้องผูก รับประทานผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงและรีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังกล่าวข้างต้น

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

เสี่ยง ‘ภาวะช็อค’ สังเกตจากสัญญาณเตือน

ภาวะช็อค เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้อวัยวะของเราเกิดความเสียหาย และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต วันนี้จะมาบอก 8 สัญญาณเตือนเสี่ยง “ภาวะช็อค” ให้คุณได้ระมัดระวังกัน

ภาวะช็อค คือ ภาวะคุกคามชีวิตที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเกิดการไหลเวียนของเลือดที่ไม่เพียงพอ อวัยวะและเซลล์ไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่เพียงพอที่จะทำงานอย่างสมบูรณ์ ภาวะช็อคต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนไม่อย่างนั้นอาการจะทรุดตัวอย่างรวดเร็ว

สาเหตุอาการช็อคเกิดจาก

– ร่างกายเสียน้ำ อวัยวะไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารเพียงพอที่จะทำงานอย่างถูกต้อง หรือเลือดมากเกินไป

– ติดเชื้ออย่างรุนแรงในกระแสเลือด

– แพ้สารต่างๆ หรืออาการแพ้ประจำตัว

– การทำงานที่ผิดปกติของระบบประสาทและสมอง

– โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ

– ยาบางอย่างที่ช่วยลดการทำงานของหัวใจหรือความดันโลหิต

– อุบัติเหตุ

อาการเมื่ออยู่ในภาวะช็อค

1. มีอาการกระสับกระส่าย ครั่นเนื้อครั่นตัว

2. หายใจเร็ว ลมหายใจสั้นและถี่ เนื่องจากระบบหายใจมีการทำงานผิดปกติ

3. ชีพจรเต้นเร็ว เบา หรือเต้นไม่คงที่

4. เนื้อตัวเย็น ผิวสีซีด อ่อนแรง แต่ไม่มีอาการชาตามร่างกาย เหงื่อออกมากกว่าปกติ

5. มึนงง วิงเวียน มีอาการหน้ามืด เริ่มมีอาการทรงตัวไม่อยู่

6. ตาดำไม่เคลื่อนไหว หรือเกิดอาการตาค้าง ตาเบลอ

7. มีอาการเจ็บหน้าอก แน่นบริเวณหน้าอก

8. ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ หรือไม่ปัสสาวะนาน 4-6 ชั่วโมง

9. ไม่รู้สึกตัว หมดสติ

วิธีช่วยเหลือผู้ที่มีอาการช็อค

1. ควรโทรเรียกรถพยาบาล เพื่อขอความช่วยเหลือจากแพทย์ทันที

2. ดูอาการผู้ป่วยว่ามีความผิดปกติของระบบการหายใจเกิดขึ้นหรือไม่ หากผู้ป่วยหายใจแผ่วเบา หรือไม่หายใจ ให้เริ่มต้นการช่วยหายใจด้วยการทำ CPR (Cardiopulmonary resuscitation) ทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยทุกๆ 5 นาทีเพื่อตรวจสอบอัตราการหายใจ

3. อย่าทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็ดขาด เพราะอาจกระทบกับอวัยวะ เช่น ศีรษะ คอ หรือกระดูกสันหลัง

4. ยกขาผู้ป่วยขึ้นประมาณ 12 นิ้ว แต่อย่ายกระดับหัวปล่อยผู้ป่วยให้นอนราบไปกับพื้น

5. คลายเสื้อผ้าที่แน่นออก เพื่อให้หายใจสะดวก

6. หากผู้ป่วยเกิดอาเจียนออกมา จับหันศีรษะหันไปข้างหนึ่งเพื่อป้องกันการสำลัก

7. ห้ามให้ผู้ป่วยรับประทานอะไรทั้งสิ้น

8. อย่ารอให้เกิดอาการช็อคอย่างรุนแรงควรนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีที่มีอาการ

เพื่อป้องกันจากภาวะช็อค ทุกคนจึงควรหมั่นไปตรวจสุขภาพบ่อยๆ ว่าร่างกายแข็งแรงดี หรืออาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการช็อคในอนาคตหรือไม่ ดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ถูกสุขลักษณะเพื่อหลักเลี่ยงภาวะผิดปกติของร่างกายโดยไม่ทันตั้งตัว

สุขภาพ

ดูแลตัวเองให้ห่างไกลมะเร็งปอด

มะเร็งปอดรักษาหายไหม

มะเร็งปอดรักษาให้หายได้ หากตรวจเจอเซลล์มะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น และผู้ป่วยมาพบแพทย์พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

มะเร็งปอด ป้องกันอย่างไรดี

1. ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ และไม่ควรอยู่ใกล้คนที่สูบบุหรี่

2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีเขม่าควัน มลพิษทางอากาศเยอะและต่อเนื่องนาน ๆ

3. หากมีอาการผิดปกติทางปอด ไม่ว่าจะเป็นอาการปอดอักเสบ ปอดบวม โดยเฉพาะวัณโรค ควรรักษาโรคดังกล่าวให้หายขาด

4. หลีกเลี่ยงการสูดควันจากการหลอมเหลวสารเคมีหรือแร่ใยหินโดยตรง แต่หากปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ใยหิน ใยแก้ว หรือโลหะหนักต่าง ๆ ควรใส่หน้ากากอนามัยที่กรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ตลอดเวลาปฏิบัติงาน

5. หลีกเลี่ยงการใช้สเปรย์ในห้องอับ

6. หากมีอาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด ป่วยด้วยโรคปอดบ่อย ๆ มีอาการเจ็บหน้าอก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาโดยเร็ว

7. ตรวจร่างกายและเอกซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละครั้ง

8. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการหมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างที่บอกว่ามะเร็งปอดถ้ารู้ตัวไวก็มีโอกาสในการรักษามากขึ้น และอย่าคิดว่าเราไม่ได้สูบบุหรี่ไม่น่าจะเสี่ยงมะเร็งปอด เพราะในแต่ละวันเราเจอทั้งฝุ่น ควัน มลพิษในอากาศที่หลากหลาย โดยเฉพาะควันบุหรี่มือสองเองก็อันตรายไม่น้อย ดังนั้นหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับปอดก็ไม่ควรละเลยที่จะไปตรวจสุขภาพกับแพทย์โดยเร็วที่สุด

สุขภาพ

กินผักล้างพิษ กินเพื่อสุขภาพ

เมื่อการดำเนินชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมเมืองในปัจจุบัน เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญกับปัญหามลพิษ ฝุ่นควัน แสงแดด และการบริโภคอาหารที่อาจปลอมปนไปด้วยสารพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะสารก่ออนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำลายสุขภาพไปเสียมิได้ ทว่า หากปล่อยให้ร่างกายได้รับสารพิษและมีการสะสมอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็ย่อมจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ในอนาคต

ดังกล่าวนี้ จึงทำให้กระแสการล้างพิษ เริ่มเข้ามามีบทบาทและได้รับความนิยมในหมู่ของคนรักสุขภาพมากขึ้น เพราะเป็นการช่วยให้ร่างกายสามารถกำจัดสารพิษออกไปได้อย่างรวดเร็ว จึงส่งผลดีต่อสุขภาพในที่สุด

การล้างพิษ หรือดีท็อกซ์ (Detox) สามารถทำได้หลายวิธี แต่ที่สะดวกและง่ายที่สุดก็คือ “การกิน” โดยอาศัยหลักการรับสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหารเพื่อเข้าไปดักจับ กำจัด และขับสารพิษที่สะสมอยู่ออกไปจากร่างกายนั่นเอง

ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ก็ย่อมจะทำให้กระบวนการดังกล่าวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ผักพื้นบ้านของไทยซึ่งเป็นผักใกล้ตัวที่สามารถหาซื้อได้ง่าย และมีราคาไม่แพงนั้น มีหลายชนิดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง จึงสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกในการกินเพื่อล้างพิษให้กับร่างกาย ดังนี้

  1. ตำลึง

ผักใกล้ตัวชนิดติดริมรั้ว แต่อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ซึ่งเป็นไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrient) ชนิดหนึ่งที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง การรับประทานโดยนำมาลวกหรือต้มเป็นแกงจืด จะช่วยในการผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยบำรุงผิว รวมทั้งช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้ด้วย

2. ผักตระกูลกะหล่ำ
กระหล่ำ

ทั้งกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และบรอกโคลี ล้วนอุดมไปด้วยสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ซึ่งเป็นไฟโตนิวเทรียนท์อีกชนิดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ตับสามารถผลิตเอนไซม์ให้เพียงพอต่อการกำจัดของเสีย โดยเฉพาะสารพิษจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ควันบุหรี่ ควันไฟ และควันจากท่อไอเสียได้ดี นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยให้ตับขับฮอร์โมนความเครียดออกไปจากร่างกายได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีส่วนช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รวมทั้งช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ ในกระเพราะอาหารได้ดีอีกด้วย

3. มะเขือพวง

เป็นผักที่อุดมไปด้วยเพกติน (Pectin) สูงจึงช่วยในการซึมไขมันในอาหาร รวมทั้งช่วยดักจับไขมันอิ่มตัวที่เป็นอันตราย และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีสารโซลาโซดีน (Solasodine) และวิตามินซีสูง ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งช่วยกำจัดของเสียออกไปจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น จึงช่วยลดการสะสมของเสียในร่างกายได้อีกทางหนึ่ง

4. ขึ้นฉ่าย หรือขึ้นช่าย

ผักกลิ่นหอมที่นิยมนำมาดับกลิ่นคาวของอาหาร และมีคุณสมบัติในการทำความสะอาดเลือดรวมทั้งช่วยทำให้อวัยวะภายในร่างกายสะอาดขึ้น เพราะมีประสิทธิภาพในการขับสารพิษประเภทควันบุหรี่ทั้งในคนที่สูบและผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองออกจากร่างกายได้ดี ทั้งยังมีสารอะปิอิน (Apiin) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดและควบคุมความดันโลหิตให้คงที่ ช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมทั้งมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของกรดและด่างในกระแสเลือดด้วย

5. กระเจี๊ยบแดง

มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ จึงมีคุณสมบัติช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ดี ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านการเกิดพิษในตับ รวมทั้งช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายจากสารพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย และอะฟลาท็อกซินหรือเชื้อราที่มักปลอมปนอยู่ในอาหารได้ด้วย ที่สำคัญคือ ในกระเจี๊ยบแดงยังอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ จึงมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งช่วยชะลอการลุกลามของมะเร็งบางชนิดได้ดี

แม้ร่างกายจะมีกลไกการกำจัดสารพิษได้เองตามธรรมชาติ แต่ด้วยเพราะการดำเนินชีวิตที่ทำให้ต้องได้รับสารพิษและสะสมเพิ่มพูนจนเป็นสาเหตุทำให้กระบวนการกำจัดสารพิษของร่างกายต้องทำงานหนัก และด้อยประสิทธิภาพลง

ดังนั้น การล้างพิษด้วยวิธีง่าย ๆ ด้วย “การกิน” นอกจากจะช่วยไม่ให้มีสารพิษตกค้างจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลต่อการมีชีวิตที่สดใส รวมทั้งมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ด้วย

สุขภาพ

ดื่มหนักไปหรือเปล่า พฤติกรรมติดแอลกอฮอล์ควรเลิก

แอลกอฮอล์ป็นเครื่องดื่มที่ส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่างโดยเฉพาะอวัยวะภายในอย่างเช่นตับ ที่ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์โดยตรง ก่อให้เกิดโรคร้ายที่ตับและเป็นอันตรายถึงชีวิต วันนี้เราก็มีข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากตับ ซึ่งเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มาฝากเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ทุกชนิด คือสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคตับ ไม่ว่าจะเป็นโรคตับแข็ง ตับวาย รวมถึงมะเร็งตับ ทุกการดื่มแอลกอฮอล์จะไปทำร้ายเซลล์ของตับ โดยกระตุ้นให้มีไขมันสะสมในตับ จากนั้นตับจะเกิดการอักเสบ ในกลุ่มคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะเกิดการสะสมของพังผืดในตับ ซึ่งเป็นเหมือนแผลเป็นและมีลักษณะแข็ง หากเกิดขึ้นในระยะยาวจะทำให้ตับแข็ง ส่งผลให้การทำงานของตับลดลง ตับวาย และนำไปสู่มะเร็งตับได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาโรคตับอยู่แล้ว เช่น ผู้ที่มีพาหะไวรัสตับอีกเสบบีหรือซี ที่มีความเสี่ยงต่อการแข็งของตับจากไวรัสอยู่แล้ว หากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้มากขึ้นอีก

โดยปกติแล้วตับเป็นอวัยวะที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากมีการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ จะทำให้เกิดผลเสียต่อตับในระยะยาว เกิดการสะสมของพังผืดและทำให้ตับแข็ง แต่ถ้าหากมีการเว้นระยะหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์ ตับก็จะฟื้นฟูตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ในผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถป่วยเป็นโรคตับได้เช่นกัน ที่อาจเกิดร่วมกับภาวะน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง หรือเบาหวาน ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะส่งผลเสียต่อตับแล้ว ยังส่งผลเสียต่ออวัยวะอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่นสมอง ตับอ่อน ลำไส้ และกระตุ้นให้แผลหายช้าลง ทั้งยังมีคุณสมบัติเร่งการทำลายยาพาราเซตามอล ก่อให้เกิดสารพิษต่อร่างกาย ในผู้ป่วยโรคตับหากดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป เมื่อทานยาแก้ปวดในปริมาณปกติ จะทำให้เกิดตับอักเสบอย่างรุนแรงกับผู้ป่วย